หน้าแรก

วันอาทิตย์ที่ 11 กันยายน พ.ศ. 2559

แจกแนวข้อสอบ ถาม- ตอบ เตรียมสอบครู กศน.



ถาม- ตอบ  เตรียมสอบครู กศน.
******************

การเทียบโอนและเทียบระดับการศึกษา
  1. จงอธิบายความสำคัญของการเทียบโอนผลการเรียน
ตอบ   การเทียบโอนผลการเรียนเป็นเครื่องมือในการเชื่อมโยงผลการเรียนรู้ที่หน่วยงานต่าง ๆ ร่วมจัดการศึกษาและเชื่อมโยงผลการเรียนรู้จากวิธีการเรียนที่หลากหลาย รวมทั้งจากการประกอบอาชีพและประสบการณ์ต่าง ๆ  และเป็นกลไกสำคัญในการส่งเสริมให้บุคคลมีการเรียนรู้อย่างต่อเนื่องตลอดชีวิตเมื่อบุคคลตระหนักและรับรู้ว่าสิ่งที่ได้เรียนรู้มานั้น สามารถนำมาเพิ่มคุณค่าโดยการเทียบโอนเป็นผลการเรียน  นับเป็นผลพลอยได้จากการเรียนรู้  นอกเหนือจากการนำสิ่งที่ได้เรียนรู้นั้นไปแก้ไขปัญหาในการประกอบอาชีพ  พัฒนาการทำงานให้ดีขึ้น  หรือแม้กระทั่งการนำสิ่งที่ได้เรียนรู้นั้นไปใช้ในการดำเนินชีวิตประจำวัน
  1. การเทียบโอนผลการเรียนประกอบด้วยหลักการใดบ้าง
ตอบ  การเทียบโอนผลการเรียนมีหลักการ  ดังนี้
  1. หลักสูตรการศึกษานอกระบบระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน  พุทธศักราช  2551  เป็นหลักสูตรที่เปิดโอกาสให้ผู้เรียนสามารถเทียบโอนผลการเรียนได้
  2. การเทียบโอนผลการเรียนต้องสามารถเทียบโอนผลการเรียนที่ผู้เรียนสะสมไว้  ทั้งจากการศึกษาในระบบ  การศึกษานอกระบบ และการศึกษาตามอัธยาศัย  การศึกษาอาชีพหรือประสบการณ์การทำงาน
  3. เป็นการเชื่อมโยงการศึกษาทั้งสามรูปแบบ  เพื่อส่งเสริมให้เกิดการศึกษาตลอดชีวิต
  4. เป็นการกระจายอำนาจให้สถานศึกษาในการเทียบโอนผลการเรียน  โดยสถานศึกษาจะต้องจัดให้บุคลากรหรือเจ้าหน้าที่  ทำหน้าที่ให้คำแนะนำและดำเนินการให้มีการเทียบโอนผลการเรียน
  5. วิธีการและหลักเกณฑ์การเทียบโอนผลการเรียนต้องได้มาตรฐานชัดเจนสมเหตุสมผลเชื่อถือได้โปร่งใสและยุติธรรม
  6. การเทียบโอนผลการเรียนมีวัตถุประสงค์อย่างไร
ตอบ    1.  เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ที่ออกจากการศึกษาในระบบ  หรือนอกระบบรวมทั้งผู้ที่เรียนรู้ตามอัธยาศัยสามารถเทียบโอนผลการเรียนรู้เข้าสู่หลักสูตรการศึกษานอกระบบระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช  2551
  1. เพื่อเปิดโอกาสให้มีการศึกษาอย่างต่อเนื่อง ทั้งในระดับการศึกษาเดียวกันหรือระดับที่สูงขึ้น
  2. ขอบข่ายของการเทียบโอนผลการเรียน มีอะไรบ้าง
ตอบ    แนวทางการเทียบโอนผลการเรียน  ตามหลักสูตรการศึกษานอกระบบ  ระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน  พุทธศักราช  2551  จัดทำขึ้นเป็นแนวทางให้สถานศึกษาใช้ในการเทียบโอนผลการเรียน  ระหว่างรูปแบบการศึกษาในระบบ  การศึกษานอกระบบ และการศึกษาตามอัธยาศัย  ระหว่างหลักสูตรของหน่วยงานต่าง ๆ  เข้าสู่  หลักสูตรการศึกษานอกระบบ ระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน  พุทธศักราช   2551  มีขอบข่าย ดังนี้
  1. การเทียบโอนผลการเรียนจากหลักสูตรที่จัดการศึกษาเป็นระดับประถม  มัธยมศึกษาตอนต้นและตอนปลายหรือเทียบเท่า
เป็นการเทียบโอนผลการเรียนจากหลักฐานการศึกษา  ที่ออกให้โดยสถานศึกษาของรัฐและเอกชน  ที่จัดการศึกษาตามหลักสูตรที่กระทรวงศึกษาธิการประกาศใช้  หรือให้การรับรอง และจัดระดับการศึกษาเป็นระดับประถมศึกษา  มัธยมศึกษาตอนต้น และมัธยมศึกษาตอนปลาย หรือเทียบเท่า  ตามหลักสูตร  ทั้งที่จัดในรูปแบบการศึกษาในระบบและการศึกษานอกระบบ
  1. การเทียบโอนผลการเรียนจากการศึกษาต่อเนื่อง
เป็นการเทียบโอนผลการเรียนจากการเรียนในหลักสูตรระยะสั้น หรือหลักสูตรฝึกอบรมที่จัดขึ้นตามความต้องการของกลุ่มเป้าหมายต่าง ๆ
  1. การเทียบโอนความรู้และประสบการณ์กลุ่มเป้าหมายเฉพาะ
เป็นการเทียบโอนความรู้และประสบการณ์จากการเป็นทหารกองประจำการ อาสาสมัครสาธารณสุข ผู้นำท้องถิ่น และแรงงานไทยที่ผ่านการทดสอบมาตรฐานฝีมือแรงงานแห่งชาติและกลุ่มเป้าหมายอื่น ๆ ที่ได้ทำข้อตกลงร่วมกัน
  1. การเทียบโอนผลการเรียนจากหลักสูตรต่างประเทศ
เป็นการเทียบโอนผลการเรียนจากการศึกษาหลักสูตรต่างประเทศ  ที่มีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องของประเทศนั้น ๆ ให้การรับรองมาตรฐานการจัดการศึกษา  หรือผลการเรียนจากหลักสูตรของโรงเรียนนานาชาติในประเทศไทยที่กระทรวงศึกษาธิการประกาศเทียบความรู้
  1. การเทียบโอนผลการเรียนจากการประเมินความรู้และประสบการณ์
เป็นการเทียบโอนผลการเรียน  โดยใช้วิธีการประเมินความรู้และประสบการณ์ของผู้เรียน  ซึ่งมีการเรียนรู้จากการศึกษาตามอัธยาศัย  การประกอบอาชีพ  การทำงาน โดยอาจมีหลักฐานเชิงประจักษ์จากการทำงาน หลักฐานอื่น ๆที่เกี่ยวข้องหรือไม่มีหลักฐานก็ได้
  1. ผู้ขอเทียบโอนผลการเรียนจะต้องมีคุณสมบัติทั่วไปอย่างไร
ตอบ   1.  ต้องไม่เป็นนักเรียนหรือนักศึกษา  ในระดับประถมศึกษาและระดับมัธยมศึกษาหรือระดับที่เทียบเท่าของสถานศึกษาอื่น
  1. ต้องขึ้นทะเบียนเป็นนักศึกษาตามหลักสูตรการศึกษานอกระบบระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช  2551
  2. การเทียบโอนผลการเรียนมีกี่วิธี อะไรบ้าง
ตอบ     การเทียบโอนผลการเรียนมี  2 วิธี คือ
วิธีที่  1  การพิจารณาจากหลักฐานการศึกษา
1.1  การพิจารณาหลักฐานการศึกษาจากหลักสูตรที่จัดการศึกษาเป็นระดับ เป็นการตรวจสอบหลักสูตรผลการเรียนในรายละเอียดเกี่ยวกับ ระดับหรือชั้นปีที่เรียนจบมา  รายวิชาที่เรียน ผลการเรียน ความถูกต้องของหลักฐาน โดยหลักฐานการศึกษาที่นำมาเทียบโอนผลการเรียนต้องเป็นหลักฐานที่ออกโดยสถานศึกษาของรัฐ หรือเอกชนที่ได้รับการรับรองมาตรฐาน หรือวิทยฐานะทางการศึกษา
1.2  การพิจารณาหลักฐานจากการศึกษาต่อเนื่อง  เป็นการตรวจสอบรายละเอียดเกี่ยวกับหลักสูตร  เนื้อหาวิชาที่ศึกษา  จำนวนชั่วโมง หน่วยงานที่จัด  เพื่อพิจารณาเทียบโอนให้สอดคล้องกับรายวิชาตามหลักสูตร ซึ่งต้องได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการเทียบโอนผลการเรียนของสถานศึกษา
            วิธีที่  2  การประเมินความรู้และประสบการณ์  เป็นการวัดตรวจสอบและประเมินผลการเรียนรู้และประสบการณ์ของผู้เรียนที่เกิดจากการประกอบอาชีพ การทำงาน จากการเรียนรู้ตามอัธยาศัย  โดยใช้เครื่องมือประเมินที่หลากหลาย เช่น แบบทดสอบ  แบบสัมภาษณ์  การปฏิบัติจริง เป็นต้น
  1. จงอธิบายขอบข่ายของการเทียบโอนผลการเรียนจากหลักฐานการศึกษา
ตอบ   การเทียบโอนผลการเรียนจากหลักฐานการศึกษา  มีขอบข่ายดังนี้
  1. การเทียบโอนผลการเรียนจากหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน  พุทธศักราช  2544
(ในระบบ)  เข้าสู่หลักสูตรการศึกษานอกระบบระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช  2551
  1. การเทียบโอนผลการเรียนจากหลักเกณฑ์และวิธีการจัดการศึกษานอกโรงเรียนตามหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช  2544 (นอกระบบ)  เข้าสู่หลักสูตรการศึกษานอกระบบระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช  2551
  2. การเทียบโอนผลการเรียนจากหลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) พุทธศักราช  2545  เข้าสู่หลักสูตรการศึกษานอกระบบ ระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช  2551
  3. การเทียบโอนผลการเรียนจากหลักสูตรอื่น ๆ ที่กระทรวงศึกษาธิการประกาศใช้
  4. การพิจารณาเทียบโอนให้พิจารณาจากอะไร
ตอบ   1.  ระยะเวลาและระดับชั้นที่ผู้ขอเทียบโอนเรียนผ่านมา
  1. รายวิชา/ หมวดวิชา ผลการเรียนรู้ที่คาดหวัง ตัวชี้วัดของรายวิชาหรือคำอธิบายรายวิชา ระหว่างรายวิชาที่นำมาเทียบโอนกับรายวิชาที่รับเทียบโอน ต้องมีความสอดคล้องกันไม่น้อยกว่าร้อยละ  60
  2. จำนวนหน่วยกิตของรายวิชา/หมวดวิชาที่นำมาเทียบโอน  ต้องไม่น้อยกว่าจำนวนหน่วยกิตในรายวิชาที่รับเทียบโอนผลการเรียน  หากรายวิชาที่นำมาเทียบโอนผลการเรียนมีจำนวนหน่วยกิตน้อยกว่าจำนวนหน่วยกิตในรายวิชาที่รับเทียบโอนผลการเรียน  อาจนำรายวิชาอื่นที่อยู่ในสาระและมาตรฐานเดียวกัน  มานับรวมให้ได้จำนวนหน่วยกิตเท่ากับ หรือมากกว่าจำนวนหน่วยกิตในรายวิชาที่รับเทียบโอนผลการเรียน
  3. ไม่รับเทียบโอนรายวิชา/ หมวดวิชาที่มีค่าระดับผลการเรียนเป็น  0  ร  มส
  4. คณะกรรมการเทียบโอนผลการเรียนของสถานศึกษา มีหน้าที่อย่างไร
ตอบ   ศึกษา วิเคราะห์หลักสูตรของสถานศึกษาที่ผู้เรียนนำหลักฐานการศึกษามาเทียบโอนผลการเรียน  แล้วจัดทำตารางวิเคราะห์หลักสูตรเพื่อใช้ในการเทียบโอนผลการเรียน
  1. จงอธิบายการเทียบโอนผลการเรียนในแต่ละระดับการศึกษา
ตอบ   การเทียบโอนผลการเรียนให้เทียบได้ทั้งรายวิชาบังคับและรายวิชาเลือก  โดยนับรวมกันแล้วต้องไม่เกินจำนวนหน่วยกิตที่กำหนดในแต่ละระดับการศึกษา
ระดับประถมศึกษา                           เทียบโอนได้ไม่เกิน            36           หน่วยกิต
ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น                 เทียบโอนได้ไม่เกิน            42           หน่วยกิต
ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย             เทียบโอนได้ไม่เกิน            57           หน่วยกิต
  1. จงอธิบายการให้ค่าระดับผลการเรียนจากการเทียบโอน
ตอบ       1.  ผลการเรียนเป็นรายวิชา  ให้ใช้ค่าระดับผลการเรียนตามที่ปรากฏในหลักฐานการศึกษาที่นำมาเทียบโอน  ถ้าผลการเรียนในหลักสูตรเดิมมากกว่า 1 รายวิชานำมาเทียบโอนกับหลักสูตรการศึกษานอกระบบระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช  2551 ได้  1  รายวิชา  ให้นำค่าระดับผลการเรียนของรายวิชาที่ขอเทียบโอนมาเฉลี่ยหากมีจุดทศนิยมให้ปรับทศนิยมตามหลักการทางคณิตศาสตร์  เพื่อบันทึกผลการเรียนต่อไป
  1. ผลการเรียนเป็นหมวดวิชา  ให้ใช้ค่าระดับผลการเรียนของหมวดวิชาเป็นค่าระดับผลการเรียนในรายวิชาที่เทียบโอนได้
  2. ใครเป็นผู้พิจารณาอนุมัติผลการเทียบโอน
ตอบ   หัวหน้าสถานศึกษา
  1. การเทียบโอนผลการเรียนจากการศึกษาต่อเนื่อง หมายถึงอะไร  จงอธิบาย
ตอบ   การนำผลการเรียนจากการศึกษาที่เป็นหลักสูตรเฉพาะหรือหลักสูตรฝึกอบรมตามความต้องการของกลุ่มเป้าหมายที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับอาชีพ  ทักษะชีวิต  การพัฒนาคุณภาพชีวิต  การพัฒนาสังคมและชุมชน  มาขอเทียบโอนเป็นส่วนหนึ่งของผลการเรียนตามหลักสูตรการศึกษานอกระบบ ระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช  2551  ได้แก่
  1. การศึกษาหลักสูตรวิชาชีพระยะสั้น
  2. การเข้าค่ายศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการศึกษา
  3. การจัดฐานการเรียนของศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการศึกษา
  4. หลักสูตรการศึกษาหรือหลักสูตรการอบรมที่หน่วยงานภาครัฐหรือหน่วยงานภาคเอกชนเป็นผู้จัดการศึกษา  ได้แก่
4.1  กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์
4.2  กระทรวงเกษตรและสหกรณ์
4.3  กระทรวงมหาดไทย
4.4  กระทรวงสาธารณสุข
4.5  กระทรวงกลาโหม
4.6  องค์กรเอกชน (NGO)
  1. การเทียบโอนผลการเรียนจากการศึกษาหลักสูตรต่อเนื่องมีหลักเกณฑ์อย่างไรบ้าง
ตอบ     1.  เป็นหลักสูตรที่หน่วยงานของรัฐจัดขึ้น  ถ้าเป็นหลักสูตรของหน่วยงานหรือองค์กรเอกชน จะต้องผ่านการเห็นชอบของคณะกรรมการเทียบโอนผลการเรียนของสถานศึกษา
  1. เอกสารหลักฐานที่จะนำมาเทียบโอนจะต้องผ่านกระบวนการเรียนรู้มาแล้วไม่เกิน  5 ปี นับจากวันที่ออกหลักฐาน หรืออยู่ในดุลพินิจของคณะกรรมการเทียบโอนผลการเรียนของสถานศึกษา  โดยสถานศึกษาจะต้องตรวจสอบกับต้นฉบับจริง  และให้สถานศึกษาประทับตราแสดงว่าได้ผ่านการใช้หลักฐานมาแล้ว  เพื่อไม่ให้นำผลการเรียนไปเทียบโอนซ้ำ
  2. สถานศึกษาดำเนินการสัมภาษณ์ผู้ขอเทียบโอน  ประกอบเอกสารที่นำมาเสนอขอเทียบโอน เพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการศึกษาในหลักสูตรที่นำมาเทียบโอน เช่น วุฒิบัตร ประกาศนียบัตร เอกสารประกอบการอบรม ตารางการอบรม และบันทึกการเรียนรู้ เป็นต้น
  3. เกณฑ์การนับจำนวนชั่วโมง  ให้พิจารณาจากเนื้อหารายวิชาที่อยู่ในกลุ่มสาระหมวดวิชาเดียวกัน  โดยคิดคำนวณจาก  40 ชั่วโมงเป็น  1  หน่วยกิต
  4. ให้พิจารณาความสอดคล้องของสาระเนื้อหารายละเอียดที่ไปเรียนรู้มาเพื่อเทียบเข้ากับรายวิชาในหลักสูตรการศึกษานอกระบบ ระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช  2551  ซึ่งจะต้องมีความสอดคล้องกันไม่น้อยกว่าร้อยละ  60  และให้คำนึงถึงมาตรฐานของรายวิชา  ความยากง่ายและซับซ้อนของเนื้อหาสาระประกอบด้วย
  5. ให้ระดับผลการเทียบโอนเป็น  “ผ่าน”
  6. หลักฐานที่มาขอเทียบโอนสามารถใช้เทียบโอนได้ในระดับใดระดับหนึ่งเท่านั้น
  7. ให้บันทึกข้อความ ลงในด้านหลังของหลักฐานฉบับจริง
  8. การเทียบโอนผลการเรียนจากการศึกษาหลักสูตรของต่างประเทศ หมายถึง
ตอบ  การเทียบโอนผลการเรียนจากการศึกษาหลักสูตรของต่างประเทศ  เป็นการนำผลการเรียนจากหลักสูตรต่างประเทศสายสามัญ และสายอาชีพ  ที่ศึกษาทั้งในประเทศ และต่างประเทศ  รวมทั้งผลการเรียนของนักเรียนในโครงการแลกเปลี่ยนมาเทียบโอนเป็นผลการเรียน  ตามหลักสูตรการศึกษานอกระบบระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช  2551  โดยให้ปฏิบัติตามแนวทางการเทียบโอนผลการเรียนทั่วไป และแนวทางการเทียบโอนผลการเรียนจากการศึกษาหลักสูตรต่างประเทศ

การศึกษาต่อเนื่อง(ทักษะชีวิต,พัฒนาสังคมและชุมชน,ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง)
  1. จงอธิบายความหมายของการศึกษาต่อเนื่อง
ตอบ   การศึกษาต่อเนื่องเป็นอีกรูปแบบหนึ่งของการศึกษานอกระบบ ซึ่งมีลักษณะเฉพาะ โดยเป็นการจัดการศึกษา เพื่อสนองความต้องการ และความจำเป็นของบุคคล ต่อเนื่องไปจากการศึกษาขั้นพื้นฐานและอุดมศึกษา
การศึกษาต่อเนื่อง คือ การศึกษาที่จัดขึ้นเพื่อเสริมเติมเต็มและพัฒนาศักยภาพของผู้เรียน โดยไม่แบ่งเป็นระดับชั้น
การศึกษาต่อเนื่อง คือ การศึกษาสำหรับผู้อ่านออกเขียนได้
การศึกษาต่อเนื่อง คือการจัดการศึกษาที่สนองความต้องการความจำเป็นของผู้เรียน
การศึกษาต่อเนื่อง คือ การศึกษาที่ให้โอกาสทางการศึกษา เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้ ตลอดชีวิตให้กับบุคคล
การศึกษาต่อเนื่อง คือ การจัดประสบการณ์ทั้งการศึกษาในระบบ การศึกษานอกระบบ และการศึกษาตามอัธยาศัย โดยหน่วยงานทางการศึกษาต่างๆ
การศึกษาต่อเนื่อง คือ การศึกษาที่ถูกกำหนดในรูปของโอกาส เพื่อให้ผูกพันต่อเนื่องกับการเรียนรู้ตลอดชีวิต หลังจากจบระดับประถมศึกษาหรือเทียบเท่า
การศึกษาต่อเนื่อง คือการศึกษาที่จัดขึ้นเพื่อสนองความต้องการและความจำเป็นของบุคคลต่อเนื่องจากฐานความรู้เดิม ในรูปของกิจกรรมการเรียนรู้หรือหลักสูตรการเรียนรู้ ประเภทมีหน่วยกิตและไม่มีหน่วยกิตซึ่งมิใช่การศึกษาตามระบบปกติ การศึกษาต่อเนื่อง เป็นได้ทั้งการฝึกอบรมด้านอาชีพ การยกระดับฝีมือในการทำงาน รวมทั้งหลักสูตรการพัฒนาตนเองเพื่อการทำงาน และการเรียนรู้เพื่อการแก้ไขปัญหา
การศึกษาต่อเนื่อง คือการศึกษาที่จัดขึ้นเพื่อสนองความต้องการ และความจำเป็นของบุคคล ต่อเนื่องไปจากการศึกษา ขั้นพื้นฐานและอุดมศึกษา
  1. เป้าหมายของการจัดการศึกษาต่อเนื่องคืออะไร
ตอบ   หลักสูตรประเภทนี้โดยทั่วไปจะเปิดกว้างสำหรับประชาชนทั่วไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มเป้าหมายการศึกษานอกระบบโรงเรียนที่มีอายุ 15 ปีขึ้นไป ที่สนใจและต้องการเรียนรู้เพื่อนำความรู้ ทักษะหรือประสบการณ์ไปใช้ประโยชน์ในชีวิตประจำวัน โดยมีทักษะการอ่านเขียนภาษาไทยเป็นอย่างดี ยกเว้นในบางหลักสูตรอาจกำหนดให้มีคุณสมบัติเพิ่มเติมที่จำเป็นกับการเรียนรู้ในหลักสูตรนั้น ๆ
  1. การศึกษาต่อเนื่องมีวัตถุประสงค์เพื่ออะไร
ตอบ    1. สร้างเสริมความรู้ ความเข้าใจและทักษะเพื่อการประกอบอาชีพหรือพัฒนาอาชีพ
  1. ส่งเสริมความรู้ ความเข้าใจและทักษะต่าง ๆ เพื่อการดำเนินชีวิตอย่างมีคุณภาพ
  2. ส่งเสริมความรู้ ความเข้าใจและทักษะต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการเพื่อพัฒนาสังคมและชุมชน

  1. การศึกษาต่อเนื่องมีกี่รูปแบบ อะไรบ้าง
ตอบ   6 รูปแบบ ดังต่อไปนี้
  1. รูปแบบ การจัดการศึกษาหลังการรู้หนังสือแล้ว
การศึกษาในรูปแบบนี้มีเป้าหมายที่จะคงสภาพ และส่งเสริมการรู้หนังสือ คิดเลขเป็นและมีทักษะในการแก้ปัญหาได้ มีทักษะความรู้ พื้นฐานในการทำงาน และสามารถดำรงชีวิตอยู่ในสังคมได้อย่างมีประสิทธิภาพ
  1. รูปแบบการจัดการศึกษาเพื่อการเทียบโอน
การศึกษาในรูปแบบนี้กำหนดให้เป็นทางเลือกทางการศึกษาที่จะเลือกเรียนทางสายสามัญหรือสายอาชีพ
  1. รูปแบบ การจัดการศึกษาเพื่อการมีรายได้ การศึกษาในรูปแบบนี้ช่วยให้ผู้เรียนสามารถเลือกการเรียน เพื่อเป็นทักษะในการประกอบอาชีพ โดยผู้เรียนสามารถที่จะประกอบอาชีพได้ การเรียนในรูปฝึกทักษะอาชีพนี้ สามารถจัดได้ในหลายลักษณะ ซึ่งสามารถตอบสนองความต้องการของผู้เรียนโดยตรง โดยเฉพาะผู้ที่ไม่สามารถหารายได้อย่างพอเพียง
  2. รูปแบบการจัดการศึกษาเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิต การศึกษาในรูปแบบนี้มีเป้าหมายเพื่อใช้เป็นเครื่องมือที่จำเป็นสำหรับผู้เรียนและชุมชนเกี่ยวกับความรู้ ทัศนคติเพื่อสร้างคุณค่าและทักษะ เพื่อให้ประชาชนสามารถพัฒนาคุณภาพชีวิตของแต่ละคนในอันที่จะเป็นสมาชิกของชุมชน
  3. รูปแบบการจัดการศึกษาเพื่อส่งเสริมความสนใจส่วนบุคคล
การศึกษาในรูปแบบนี้จัดเพื่อเปิดโอกาสให้แต่ละคนมีส่วนร่วมและเรียนรู้เกี่ยวกับที่สังคมต้องการ วัฒนธรรม ความเชื่อ สุขภาพอนามัยและความสนใจทางด้านศิลปะ
  1. รูปแบบการจัดการศึกษาเพื่อให้สอดคล้องกับอนาคต
การศึกษาในรูปแบบนี้ จัดให้แก่ผู้ใช้แรงงาน ผู้ชำนาญการสาขาต่าง ๆ ผู้นำท้องถิ่น ประชาชน นักธุรกิจ และนักวางแผน เกี่ยวกับทักษะใหม่ ๆเกี่ยวกับความรู้และเทคนิคที่จะพัฒนาตนเองและหน่วยงานต่าง ๆ ที่เขาเหล่านั้นรับผิดชอบให้เหมาะสมกับความเจริญเติบโตของสังคมและเทคโนโลยีที่เปลี่ยนไป

การส่งเสริมการรู้หนังสือและกลุ่มเป้าหมายพิเศษ
  1. วัน International Literacy Day ตรงกับวันใด
ตอบ    วันที่ 8 กันยายน ของทุกปี
  1. จงอธิบายนิยามของการรู้หนังสือ
ตอบ   การรู้หนังสือ  มีนิยามที่แตกต่างกันเป็น  4 จำพวก (UNESCO 2006 : 148 หน้า)
    1.การรู้หนังสือเป็นทักษะอัตโนมัติชุดหนึ่ง  (literacy as an autonomous set of skills) จุดเน้นของความหมายนี้   คือ   ทักษะการอ่าน  ฟัง พูด เขียน และทักษะการคิดคำนวณ
  1. การรู้หนังสือเป็นสิ่งที่ปฏิบัติและขึ้นอยู่กับสภาพแวดล้อม (literacy as applied, practiced and situated)   เป็นการมุ่งใช้ทักษะในสถานการณ์ที่เกี่ยวข้องซึ่งเป็นที่มาของการรู้หนังสือแบบเบ็ดเสร็จ (functional literacy)  แนวคิดนี้มองว่า การรู้หนังสือควรส่งผลต่อการพัฒนาสังคมและเศรษฐกิจ(และต่อมายังขยายไปถึงการพัฒนา  ด้านอื่น ๆ เช่น บุคคล วัฒนธรรม และการเมือง) แนวคิดของการศึกษาแบบเบ็ดเสร็จมองการรู้หนังสือว่าสามารถจะสอนให้เกิดทักษะทั่วไปที่สามารถนำไปใช้ในทุกนทุกแห่งได้
  2. การเรียนรู้เป็นกระบวนการเรียนรู้   (literacy as a learning process)  การรู้หนังสือแนวคิดนี้เป็นอีกแนวคิดหนึ่งซึ่งเห็นว่า การรู้หนังสือไม่ใช่การรู้หนังสือแบบจำกัดตัวอยู่เฉพาะการจัดให้อ่านเขียนเท่านั้น แต่มองว่าประสบการณ์เป็นพื้นฐานที่สำคัญของการเรียนรู้  เปาโล  แฟร (Paulo Freire) เห็นว่า การอ่านคำแต่ละเป็นไม่ใช่เป็นเพียงการออกสียงให้ถูกต้อง แต่เป็นการอ่านโลก (หรือสภาพแวดล้อม) ที่คำ ๆ นั้น ถูกนำมาใช้เป็นตัวแทน การอ่านคำ จึงเป็นการอ่านโลกซ้ำอีกครั้งหนึ่งนั่นเอง ( The reading of the word sends the reader back to the previous reading of the world, which is, in fact, a rereading.) (Paulo  Freire.  Pedagogy of the City, 1993)
  3. การรู้หนังสือเป็นการอ่านตำรา (literacy as text)  แนวคิดนี้มองว่า การรู้หนังสือเป็นการอ่านตำรา  (Bhola, 1994) ตามทฤษฎีนี้ มีแนวคิดว่า แบบเรียนหรือวัสดุการอ่านที่ใช้ในโรงเรียน มีความสัมพันธ์กับชีวิตของผู้เรียนในปัจจุบันและอนาคต จึงควรศึกษาวิเคราะห์เรื่องราวที่อยู่ในหนังสือเหล่านั้น เพื่อทำความเข้าใจชีวิตในปัจจุบัน และอนาคตที่ผู้เรียนจะต้องมีส่วนร่วม

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น