หน้าแรก

วันอาทิตย์ที่ 11 กันยายน พ.ศ. 2559

แจกแนวข้อสอบ ถาม ตอบ เครื่องมือทางวิทยาศาสตร์



ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับการใช้เครื่องมือวิทยาศาสตร์ในห้องปฏิบัติการ
  1. ในการทำปฏิบัติการทดลองเคมี ผู้ทำการทดลองจาเป็นต้องรู้วิธีหรือเทคนิคต่างๆ ในการใช้อุปกรณ์และเครื่องมือต่างๆ เพื่ออะไร
ตอบ   เพื่อให้การทดลองเป็นไปด้วยความเรียบร้อย รวดเร็ว ถูกต้องและไม่เกิดอันตราย เสียหาย
  1. จงอธิบายวิธีการใช้เครื่องชั่งที่ถูกต้อง
ตอบ    การใช้เครื่องชั่งต้องระวังรักษาให้ดี หากชารุดเสียหายการชั่งน้าหนักอาจคลาดเคลื่อนได้ การใช้เครื่องชั่งควรปฏิบัติดังนี้
  1. เครื่องชั่งต้องตั้งอย่างแน่นหนามั่นคง อย่าให้มีการสั่นสะเทือนและฐานของเครื่องชั่งต้องอยู่ในแนวระนาบ โดยดูจากลูกน้าปรับระดับ
  2. ตรวจดูว่าจานชั่งสะอาดหรือไม่ ถ้าไม่สะอาดให้เช็ดหรือใช้แปรงปัดให้สะอาด
  3. เสียบปลั๊ก เปิดสวิตซ์ แล้วรอให้ตัวเลขและอักษร g ปรากฏบนหน้าจอ
  4. กดปุ่มปรับศูนย์ (tarring button) ขณะนี้ควรอ่านตัวเลขได้ศูนย์
  5. ค่อยๆ วางวัตถุลงบนจานรอจนตัวเลขแสดงน้าหนักขึ้น อ่านน้าหนักที่ได้
  6. ข้อควรระวังในการใช้เครื่องชั่ง มีอะไรบ้าง
ตอบ   ในการใช้เครื่องชั่ง อย่าวางสารเคมีลงบนจานโดยตรง เพราะสารเคมีจะกัดกร่อนจานชั่งขณะชั่งควรใส่สารเคมีในขวดชั่งหรือภาชนะรองรับที่เหมาะสม เช่น กระจกนาฬิกา กระดาษชั่ง (อย่าใช้กระดาษขาวธรรมดา เพราะสารเคมีอาจซึมผ่านได้) เครื่องชั่งแต่ละชนิดมีความละเอียดในการชั่งต่างกัน โดยเฉพาะเครื่องชั่งที่มีความละเอียดถึงทศนิยมที่สี่ในหน่วยg (0.0001 g) การชั่งต้องใช้การระมัดระวังมาก การจับสิ่งของที่ชั่งด้วยนิ้วมือโดยตรงไม่ควรทา เพราะไขมันที่มืออาจมีผลทาให้น้าหนักที่มือที่ชั่งได้คลาดเคลื่อนไปจากความเป็นจริง
  1. การถ่ายเทของเหลวที่มีปริมาตรแน่นอนทำโดยการใช้เครื่องมือใด
ตอบ   การใช้บิวเรต (Buret) หรือปิเปต (Pipet)
  1. จงอธิบายวิธีการอ่านปริมาตรของของเหลวที่ถูกต้อง
ตอบ   เราทราบแล้วว่าระดับปกติของของเหลวในภาชนะใดๆ มักไม่เป็นระนาบตรงในแนวราบ แต่มีลักษณะเป็นพื้นผิวโค้งลง หรือโค้งขึ้น เรียก เมนิสคัส (Meniscus)  ในการอ่านระดับของของเหลวนั้น วิธีที่ถูกต้องคืออ่านระดับของส่วนต่ำสุด ของเมนิสคัสที่โค้งลง หรือส่วนที่สูงสุดของเมนิสคัสที่โค้งขึ้นโดยให้เมนิสคัสอยู่ตรงระดับตาพอดี และในบางกรณีก็อาจเพิ่มความถูกต้องในการอ่านปริมาตรได้ โดยเขียนเส้นตรงเข้มบนแผ่นกระดาษสีขาว นำไปทาบบนหลังเมนิสคัส พร้อมกับเลื่อนขึ้นลงจนเส้นตรงกับเมนิสคัสพอดี แล้วจึงอ่านปริมาตรจากตาแหน่งของเส้นตรง
  1. ควรใช้นิ้วอะไรปิดปลายบนของปิเปต
ตอบ   นิ้วชี้ขวา
  1. จงอธิบายขั้นตอนในการใช้ปิเปต
ตอบ    1. ใช้มือบีบอากาศออกจากลูกยาง แล้วนำลูกยางไปสวมที่ปลายบนของปิเปตที่แห้งและสะอาด โดยไม่ต้องให้แน่นเกินไป
  1. จุ่มปลายล่างของปิเปตลงในของเหลวที่ต้องการวัดปริมาตร คลายมือที่บีบลูกยางออกให้ของเหลวถูกดูดขึ้นไปในปิเปตจนเลยขีดบอกปริมาตรบนก้านปิเปต แต่ห้ามถึงลูกยาง
  2. ดึงลูกยางออกแล้วรีบใช้นิ้วชี้ขวาปิดปลายบนของปิเปตทันที ยกปิเปตขึ้นให้พ้นจากของเหลว ใช้กระดาษทิชชู่เช็ดของเหลวที่ติดภายนอกปิเปตให้แห้ง โดยที่นิ้วขวายังปิดอยู่ที่ปลายบนของปิเปต ค่อยๆ เลื่อนนิ้วชี้ขวา เพื่อปล่อยของเหลวในปิเปตออกเล็กน้อย จนส่วนโค้งของของเหลวลดลงมาแตะกับขีดบอกปริมาตรพอดี แล้วจึงกดนิ้วปิดให้แน่นไม่ให้อากาศเข้าได้อีก
  3. จุ่มปลายปิเปตลงในภาชนะที่จะใส่ของเหลว ยกนิ้วชี้ขวาขึ้น ปล่อยให้ของเหลวในปิเปตไหลลงจนหมด แตะปลายปิเปตกับข้างภาชนะเพื่อให้ของเหลวหยดสุดท้ายไหลลงด้วย
  4. ข้อห้ามในการใช้ปิเปตมีอะไรบ้าง
ตอบ   ห้าม เขย่า เป่า หรือ เคาะปิเปตกับข้างภาชนะที่รองรับเป็นอันขาด ถึงแม้ว่ายังมีของเหลวติดอยู่ที่ปลายเพียงเล็กน้อยก็ตาม มิฉะนั้นปริมาตรของของเหลวที่ถ่ายออกจากปิเปตอาจผิดพลาดได้
  1. จงอธิบายขั้นตอนในการใช้บิวเรต
ตอบ  1. นำบิวเรตที่สะอาดและแห้งมายึดติดกับขาตั้งด้วยที่ยึดบิวเรต ปิดก๊อกที่ปลายส่วนล่างของบิวเรตแล้วรินสารละลายที่ต้องการใช้ผ่านกรวยแก้วลงในบิวเรตจนเกือบเต็ม (ถ้าบิวเรตไม่แห้ง ให้ใช้ของเหลวปริมาตรเล็กน้อยกลั้วภายในบิวเรต แล้วไขทิ้งทางปลายล่าง ก่อนที่จะบรรจุของเหลวลงไป)
  1. ใช้มือซ้ายเปิดก๊อกโดยจับคร่อมบิวเรต ปล่อยให้ของเหลวส่วนหนึ่งไหลออกเพื่อไล่อากาศจากปลายล่างของบิวเรต ทาการปรับระดับของเหลว อ่านและบันทึกระดับของเหลวในบิวเรตให้มีทศนิยม 2 ตำแหน่ง
  2. เมื่อต้องการปล่อยของเหลวในบิวเรตลงทาปฏิกิริยากับของเหลวอีกชนิดหนึ่งในขวดรูปชมพู่ ให้ใช้มือขวาจับคอขวดรองรับตรงปลายล่างของบิวเรตและใช้มือซ้ายเปิดก๊อก ในลักษณะเดียวกับที่กล่าวมา และต้องแกว่งขวดเป็นวงตลอดเวลาขณะไตเตรตเพื่อให้ของเหลวทั้ง 2 ชนิดผสมเข้ากันดี
  3. เมื่อถึงจุดยุติแล้วให้ปิดก๊อก อ่านและบันทึกระดับของเหลวในบิวเรตที่ใช้ในการไตเตรต
  1. จงอธิบายวิธีการรินสารเคมีที่เป็นของเหลว
ตอบ    การรินสารเคมีที่เป็นของเหลวจากภาชนะหนึ่งลงในภาชนะรองรับ ไม่ควรรินให้สารเคมีไหลลงไปกระทบกับภาชนะโดยตรง เพราะของเหลวอาจจะกระเด็นทาให้เปรอะเปื้อนหรือเป็นอันตรายได้ ควรรินให้ของเหลวไหลไปตามภาชนะรองรับ หรือแท่งแก้วคน
การรินทำได้โดยเปิดจุกขวด ยกขวดสารเคมีรินลงในบีกเกอร์อย่างช้าๆ โดยเอียงบีกเกอร์ทำมุม 45 องศา กับพื้น เพื่อให้สารเคมีไหลไปตามพื้นผิวด้านในของบีกเกอร์ ส่วนสารเคมีที่เป็นของแข็ง การเทจากขวดทาได้โดยการหมุนขวดพร้อมกับเคาะปากขวดเบาๆ
  1. จงอธิบายผสมสารเคมีที่เป็นของเหลวเข้าด้วยกัน
ตอบ   ในการผสมสารเคมี เพื่อให้สารนั้นๆ เข้าทาปฏิกิริยากัน หรือเพื่อทาให้สารเคมีเจือจางลง การรินสารเคมีลงไปผสมกับสารเคมีอีกชนิดหนึ่งที่บรรจุในภาชนะรองรับ ควรรินอย่างช้าๆ และให้สารเคมีไหลลงไปตามผนังด้านในของภาชนะรองรับ ขณะเดียวกัน ต้องคนสารละลายอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้ของเหลวทั้งสองผสมเป็นเนื้อเดียวกัน หรือทาปฏิกิริยากันอย่างทั่วถึง
  1. ข้อควรระวังในการรินสารเคมีที่เป็นของเหลวมีอะไรบ้าง
ตอบ     การรินสารเคมีที่เป็นของเหลวจากภาชนะหนึ่งลงในภาชนะรองรับ ไม่ควรรินให้สารเคมีไหลลงไปกระทบกับภาชนะโดยตรง เพราะของเหลวอาจจะกระเด็นทาให้เปรอะเปื้อนหรือเป็นอันตรายได้ ควรรินให้ของเหลวไหลไปตามภาชนะรองรับ หรือแท่งแก้วคน

แจกแนวข้อสอบ ถาม- ตอบ เตรียมสอบครู กศน.



ถาม- ตอบ  เตรียมสอบครู กศน.
******************

การเทียบโอนและเทียบระดับการศึกษา
  1. จงอธิบายความสำคัญของการเทียบโอนผลการเรียน
ตอบ   การเทียบโอนผลการเรียนเป็นเครื่องมือในการเชื่อมโยงผลการเรียนรู้ที่หน่วยงานต่าง ๆ ร่วมจัดการศึกษาและเชื่อมโยงผลการเรียนรู้จากวิธีการเรียนที่หลากหลาย รวมทั้งจากการประกอบอาชีพและประสบการณ์ต่าง ๆ  และเป็นกลไกสำคัญในการส่งเสริมให้บุคคลมีการเรียนรู้อย่างต่อเนื่องตลอดชีวิตเมื่อบุคคลตระหนักและรับรู้ว่าสิ่งที่ได้เรียนรู้มานั้น สามารถนำมาเพิ่มคุณค่าโดยการเทียบโอนเป็นผลการเรียน  นับเป็นผลพลอยได้จากการเรียนรู้  นอกเหนือจากการนำสิ่งที่ได้เรียนรู้นั้นไปแก้ไขปัญหาในการประกอบอาชีพ  พัฒนาการทำงานให้ดีขึ้น  หรือแม้กระทั่งการนำสิ่งที่ได้เรียนรู้นั้นไปใช้ในการดำเนินชีวิตประจำวัน
  1. การเทียบโอนผลการเรียนประกอบด้วยหลักการใดบ้าง
ตอบ  การเทียบโอนผลการเรียนมีหลักการ  ดังนี้
  1. หลักสูตรการศึกษานอกระบบระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน  พุทธศักราช  2551  เป็นหลักสูตรที่เปิดโอกาสให้ผู้เรียนสามารถเทียบโอนผลการเรียนได้
  2. การเทียบโอนผลการเรียนต้องสามารถเทียบโอนผลการเรียนที่ผู้เรียนสะสมไว้  ทั้งจากการศึกษาในระบบ  การศึกษานอกระบบ และการศึกษาตามอัธยาศัย  การศึกษาอาชีพหรือประสบการณ์การทำงาน
  3. เป็นการเชื่อมโยงการศึกษาทั้งสามรูปแบบ  เพื่อส่งเสริมให้เกิดการศึกษาตลอดชีวิต
  4. เป็นการกระจายอำนาจให้สถานศึกษาในการเทียบโอนผลการเรียน  โดยสถานศึกษาจะต้องจัดให้บุคลากรหรือเจ้าหน้าที่  ทำหน้าที่ให้คำแนะนำและดำเนินการให้มีการเทียบโอนผลการเรียน
  5. วิธีการและหลักเกณฑ์การเทียบโอนผลการเรียนต้องได้มาตรฐานชัดเจนสมเหตุสมผลเชื่อถือได้โปร่งใสและยุติธรรม
  6. การเทียบโอนผลการเรียนมีวัตถุประสงค์อย่างไร
ตอบ    1.  เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ที่ออกจากการศึกษาในระบบ  หรือนอกระบบรวมทั้งผู้ที่เรียนรู้ตามอัธยาศัยสามารถเทียบโอนผลการเรียนรู้เข้าสู่หลักสูตรการศึกษานอกระบบระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช  2551
  1. เพื่อเปิดโอกาสให้มีการศึกษาอย่างต่อเนื่อง ทั้งในระดับการศึกษาเดียวกันหรือระดับที่สูงขึ้น
  2. ขอบข่ายของการเทียบโอนผลการเรียน มีอะไรบ้าง
ตอบ    แนวทางการเทียบโอนผลการเรียน  ตามหลักสูตรการศึกษานอกระบบ  ระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน  พุทธศักราช  2551  จัดทำขึ้นเป็นแนวทางให้สถานศึกษาใช้ในการเทียบโอนผลการเรียน  ระหว่างรูปแบบการศึกษาในระบบ  การศึกษานอกระบบ และการศึกษาตามอัธยาศัย  ระหว่างหลักสูตรของหน่วยงานต่าง ๆ  เข้าสู่  หลักสูตรการศึกษานอกระบบ ระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน  พุทธศักราช   2551  มีขอบข่าย ดังนี้
  1. การเทียบโอนผลการเรียนจากหลักสูตรที่จัดการศึกษาเป็นระดับประถม  มัธยมศึกษาตอนต้นและตอนปลายหรือเทียบเท่า
เป็นการเทียบโอนผลการเรียนจากหลักฐานการศึกษา  ที่ออกให้โดยสถานศึกษาของรัฐและเอกชน  ที่จัดการศึกษาตามหลักสูตรที่กระทรวงศึกษาธิการประกาศใช้  หรือให้การรับรอง และจัดระดับการศึกษาเป็นระดับประถมศึกษา  มัธยมศึกษาตอนต้น และมัธยมศึกษาตอนปลาย หรือเทียบเท่า  ตามหลักสูตร  ทั้งที่จัดในรูปแบบการศึกษาในระบบและการศึกษานอกระบบ
  1. การเทียบโอนผลการเรียนจากการศึกษาต่อเนื่อง
เป็นการเทียบโอนผลการเรียนจากการเรียนในหลักสูตรระยะสั้น หรือหลักสูตรฝึกอบรมที่จัดขึ้นตามความต้องการของกลุ่มเป้าหมายต่าง ๆ
  1. การเทียบโอนความรู้และประสบการณ์กลุ่มเป้าหมายเฉพาะ
เป็นการเทียบโอนความรู้และประสบการณ์จากการเป็นทหารกองประจำการ อาสาสมัครสาธารณสุข ผู้นำท้องถิ่น และแรงงานไทยที่ผ่านการทดสอบมาตรฐานฝีมือแรงงานแห่งชาติและกลุ่มเป้าหมายอื่น ๆ ที่ได้ทำข้อตกลงร่วมกัน
  1. การเทียบโอนผลการเรียนจากหลักสูตรต่างประเทศ
เป็นการเทียบโอนผลการเรียนจากการศึกษาหลักสูตรต่างประเทศ  ที่มีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องของประเทศนั้น ๆ ให้การรับรองมาตรฐานการจัดการศึกษา  หรือผลการเรียนจากหลักสูตรของโรงเรียนนานาชาติในประเทศไทยที่กระทรวงศึกษาธิการประกาศเทียบความรู้
  1. การเทียบโอนผลการเรียนจากการประเมินความรู้และประสบการณ์
เป็นการเทียบโอนผลการเรียน  โดยใช้วิธีการประเมินความรู้และประสบการณ์ของผู้เรียน  ซึ่งมีการเรียนรู้จากการศึกษาตามอัธยาศัย  การประกอบอาชีพ  การทำงาน โดยอาจมีหลักฐานเชิงประจักษ์จากการทำงาน หลักฐานอื่น ๆที่เกี่ยวข้องหรือไม่มีหลักฐานก็ได้
  1. ผู้ขอเทียบโอนผลการเรียนจะต้องมีคุณสมบัติทั่วไปอย่างไร
ตอบ   1.  ต้องไม่เป็นนักเรียนหรือนักศึกษา  ในระดับประถมศึกษาและระดับมัธยมศึกษาหรือระดับที่เทียบเท่าของสถานศึกษาอื่น
  1. ต้องขึ้นทะเบียนเป็นนักศึกษาตามหลักสูตรการศึกษานอกระบบระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช  2551
  2. การเทียบโอนผลการเรียนมีกี่วิธี อะไรบ้าง
ตอบ     การเทียบโอนผลการเรียนมี  2 วิธี คือ
วิธีที่  1  การพิจารณาจากหลักฐานการศึกษา
1.1  การพิจารณาหลักฐานการศึกษาจากหลักสูตรที่จัดการศึกษาเป็นระดับ เป็นการตรวจสอบหลักสูตรผลการเรียนในรายละเอียดเกี่ยวกับ ระดับหรือชั้นปีที่เรียนจบมา  รายวิชาที่เรียน ผลการเรียน ความถูกต้องของหลักฐาน โดยหลักฐานการศึกษาที่นำมาเทียบโอนผลการเรียนต้องเป็นหลักฐานที่ออกโดยสถานศึกษาของรัฐ หรือเอกชนที่ได้รับการรับรองมาตรฐาน หรือวิทยฐานะทางการศึกษา
1.2  การพิจารณาหลักฐานจากการศึกษาต่อเนื่อง  เป็นการตรวจสอบรายละเอียดเกี่ยวกับหลักสูตร  เนื้อหาวิชาที่ศึกษา  จำนวนชั่วโมง หน่วยงานที่จัด  เพื่อพิจารณาเทียบโอนให้สอดคล้องกับรายวิชาตามหลักสูตร ซึ่งต้องได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการเทียบโอนผลการเรียนของสถานศึกษา
            วิธีที่  2  การประเมินความรู้และประสบการณ์  เป็นการวัดตรวจสอบและประเมินผลการเรียนรู้และประสบการณ์ของผู้เรียนที่เกิดจากการประกอบอาชีพ การทำงาน จากการเรียนรู้ตามอัธยาศัย  โดยใช้เครื่องมือประเมินที่หลากหลาย เช่น แบบทดสอบ  แบบสัมภาษณ์  การปฏิบัติจริง เป็นต้น
  1. จงอธิบายขอบข่ายของการเทียบโอนผลการเรียนจากหลักฐานการศึกษา
ตอบ   การเทียบโอนผลการเรียนจากหลักฐานการศึกษา  มีขอบข่ายดังนี้
  1. การเทียบโอนผลการเรียนจากหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน  พุทธศักราช  2544
(ในระบบ)  เข้าสู่หลักสูตรการศึกษานอกระบบระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช  2551
  1. การเทียบโอนผลการเรียนจากหลักเกณฑ์และวิธีการจัดการศึกษานอกโรงเรียนตามหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช  2544 (นอกระบบ)  เข้าสู่หลักสูตรการศึกษานอกระบบระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช  2551
  2. การเทียบโอนผลการเรียนจากหลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) พุทธศักราช  2545  เข้าสู่หลักสูตรการศึกษานอกระบบ ระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช  2551
  3. การเทียบโอนผลการเรียนจากหลักสูตรอื่น ๆ ที่กระทรวงศึกษาธิการประกาศใช้
  4. การพิจารณาเทียบโอนให้พิจารณาจากอะไร
ตอบ   1.  ระยะเวลาและระดับชั้นที่ผู้ขอเทียบโอนเรียนผ่านมา
  1. รายวิชา/ หมวดวิชา ผลการเรียนรู้ที่คาดหวัง ตัวชี้วัดของรายวิชาหรือคำอธิบายรายวิชา ระหว่างรายวิชาที่นำมาเทียบโอนกับรายวิชาที่รับเทียบโอน ต้องมีความสอดคล้องกันไม่น้อยกว่าร้อยละ  60
  2. จำนวนหน่วยกิตของรายวิชา/หมวดวิชาที่นำมาเทียบโอน  ต้องไม่น้อยกว่าจำนวนหน่วยกิตในรายวิชาที่รับเทียบโอนผลการเรียน  หากรายวิชาที่นำมาเทียบโอนผลการเรียนมีจำนวนหน่วยกิตน้อยกว่าจำนวนหน่วยกิตในรายวิชาที่รับเทียบโอนผลการเรียน  อาจนำรายวิชาอื่นที่อยู่ในสาระและมาตรฐานเดียวกัน  มานับรวมให้ได้จำนวนหน่วยกิตเท่ากับ หรือมากกว่าจำนวนหน่วยกิตในรายวิชาที่รับเทียบโอนผลการเรียน
  3. ไม่รับเทียบโอนรายวิชา/ หมวดวิชาที่มีค่าระดับผลการเรียนเป็น  0  ร  มส
  4. คณะกรรมการเทียบโอนผลการเรียนของสถานศึกษา มีหน้าที่อย่างไร
ตอบ   ศึกษา วิเคราะห์หลักสูตรของสถานศึกษาที่ผู้เรียนนำหลักฐานการศึกษามาเทียบโอนผลการเรียน  แล้วจัดทำตารางวิเคราะห์หลักสูตรเพื่อใช้ในการเทียบโอนผลการเรียน
  1. จงอธิบายการเทียบโอนผลการเรียนในแต่ละระดับการศึกษา
ตอบ   การเทียบโอนผลการเรียนให้เทียบได้ทั้งรายวิชาบังคับและรายวิชาเลือก  โดยนับรวมกันแล้วต้องไม่เกินจำนวนหน่วยกิตที่กำหนดในแต่ละระดับการศึกษา
ระดับประถมศึกษา                           เทียบโอนได้ไม่เกิน            36           หน่วยกิต
ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น                 เทียบโอนได้ไม่เกิน            42           หน่วยกิต
ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย             เทียบโอนได้ไม่เกิน            57           หน่วยกิต
  1. จงอธิบายการให้ค่าระดับผลการเรียนจากการเทียบโอน
ตอบ       1.  ผลการเรียนเป็นรายวิชา  ให้ใช้ค่าระดับผลการเรียนตามที่ปรากฏในหลักฐานการศึกษาที่นำมาเทียบโอน  ถ้าผลการเรียนในหลักสูตรเดิมมากกว่า 1 รายวิชานำมาเทียบโอนกับหลักสูตรการศึกษานอกระบบระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช  2551 ได้  1  รายวิชา  ให้นำค่าระดับผลการเรียนของรายวิชาที่ขอเทียบโอนมาเฉลี่ยหากมีจุดทศนิยมให้ปรับทศนิยมตามหลักการทางคณิตศาสตร์  เพื่อบันทึกผลการเรียนต่อไป
  1. ผลการเรียนเป็นหมวดวิชา  ให้ใช้ค่าระดับผลการเรียนของหมวดวิชาเป็นค่าระดับผลการเรียนในรายวิชาที่เทียบโอนได้
  2. ใครเป็นผู้พิจารณาอนุมัติผลการเทียบโอน
ตอบ   หัวหน้าสถานศึกษา
  1. การเทียบโอนผลการเรียนจากการศึกษาต่อเนื่อง หมายถึงอะไร  จงอธิบาย
ตอบ   การนำผลการเรียนจากการศึกษาที่เป็นหลักสูตรเฉพาะหรือหลักสูตรฝึกอบรมตามความต้องการของกลุ่มเป้าหมายที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับอาชีพ  ทักษะชีวิต  การพัฒนาคุณภาพชีวิต  การพัฒนาสังคมและชุมชน  มาขอเทียบโอนเป็นส่วนหนึ่งของผลการเรียนตามหลักสูตรการศึกษานอกระบบ ระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช  2551  ได้แก่
  1. การศึกษาหลักสูตรวิชาชีพระยะสั้น
  2. การเข้าค่ายศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการศึกษา
  3. การจัดฐานการเรียนของศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการศึกษา
  4. หลักสูตรการศึกษาหรือหลักสูตรการอบรมที่หน่วยงานภาครัฐหรือหน่วยงานภาคเอกชนเป็นผู้จัดการศึกษา  ได้แก่
4.1  กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์
4.2  กระทรวงเกษตรและสหกรณ์
4.3  กระทรวงมหาดไทย
4.4  กระทรวงสาธารณสุข
4.5  กระทรวงกลาโหม
4.6  องค์กรเอกชน (NGO)
  1. การเทียบโอนผลการเรียนจากการศึกษาหลักสูตรต่อเนื่องมีหลักเกณฑ์อย่างไรบ้าง
ตอบ     1.  เป็นหลักสูตรที่หน่วยงานของรัฐจัดขึ้น  ถ้าเป็นหลักสูตรของหน่วยงานหรือองค์กรเอกชน จะต้องผ่านการเห็นชอบของคณะกรรมการเทียบโอนผลการเรียนของสถานศึกษา
  1. เอกสารหลักฐานที่จะนำมาเทียบโอนจะต้องผ่านกระบวนการเรียนรู้มาแล้วไม่เกิน  5 ปี นับจากวันที่ออกหลักฐาน หรืออยู่ในดุลพินิจของคณะกรรมการเทียบโอนผลการเรียนของสถานศึกษา  โดยสถานศึกษาจะต้องตรวจสอบกับต้นฉบับจริง  และให้สถานศึกษาประทับตราแสดงว่าได้ผ่านการใช้หลักฐานมาแล้ว  เพื่อไม่ให้นำผลการเรียนไปเทียบโอนซ้ำ
  2. สถานศึกษาดำเนินการสัมภาษณ์ผู้ขอเทียบโอน  ประกอบเอกสารที่นำมาเสนอขอเทียบโอน เพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการศึกษาในหลักสูตรที่นำมาเทียบโอน เช่น วุฒิบัตร ประกาศนียบัตร เอกสารประกอบการอบรม ตารางการอบรม และบันทึกการเรียนรู้ เป็นต้น
  3. เกณฑ์การนับจำนวนชั่วโมง  ให้พิจารณาจากเนื้อหารายวิชาที่อยู่ในกลุ่มสาระหมวดวิชาเดียวกัน  โดยคิดคำนวณจาก  40 ชั่วโมงเป็น  1  หน่วยกิต
  4. ให้พิจารณาความสอดคล้องของสาระเนื้อหารายละเอียดที่ไปเรียนรู้มาเพื่อเทียบเข้ากับรายวิชาในหลักสูตรการศึกษานอกระบบ ระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช  2551  ซึ่งจะต้องมีความสอดคล้องกันไม่น้อยกว่าร้อยละ  60  และให้คำนึงถึงมาตรฐานของรายวิชา  ความยากง่ายและซับซ้อนของเนื้อหาสาระประกอบด้วย
  5. ให้ระดับผลการเทียบโอนเป็น  “ผ่าน”
  6. หลักฐานที่มาขอเทียบโอนสามารถใช้เทียบโอนได้ในระดับใดระดับหนึ่งเท่านั้น
  7. ให้บันทึกข้อความ ลงในด้านหลังของหลักฐานฉบับจริง
  8. การเทียบโอนผลการเรียนจากการศึกษาหลักสูตรของต่างประเทศ หมายถึง
ตอบ  การเทียบโอนผลการเรียนจากการศึกษาหลักสูตรของต่างประเทศ  เป็นการนำผลการเรียนจากหลักสูตรต่างประเทศสายสามัญ และสายอาชีพ  ที่ศึกษาทั้งในประเทศ และต่างประเทศ  รวมทั้งผลการเรียนของนักเรียนในโครงการแลกเปลี่ยนมาเทียบโอนเป็นผลการเรียน  ตามหลักสูตรการศึกษานอกระบบระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช  2551  โดยให้ปฏิบัติตามแนวทางการเทียบโอนผลการเรียนทั่วไป และแนวทางการเทียบโอนผลการเรียนจากการศึกษาหลักสูตรต่างประเทศ

การศึกษาต่อเนื่อง(ทักษะชีวิต,พัฒนาสังคมและชุมชน,ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง)
  1. จงอธิบายความหมายของการศึกษาต่อเนื่อง
ตอบ   การศึกษาต่อเนื่องเป็นอีกรูปแบบหนึ่งของการศึกษานอกระบบ ซึ่งมีลักษณะเฉพาะ โดยเป็นการจัดการศึกษา เพื่อสนองความต้องการ และความจำเป็นของบุคคล ต่อเนื่องไปจากการศึกษาขั้นพื้นฐานและอุดมศึกษา
การศึกษาต่อเนื่อง คือ การศึกษาที่จัดขึ้นเพื่อเสริมเติมเต็มและพัฒนาศักยภาพของผู้เรียน โดยไม่แบ่งเป็นระดับชั้น
การศึกษาต่อเนื่อง คือ การศึกษาสำหรับผู้อ่านออกเขียนได้
การศึกษาต่อเนื่อง คือการจัดการศึกษาที่สนองความต้องการความจำเป็นของผู้เรียน
การศึกษาต่อเนื่อง คือ การศึกษาที่ให้โอกาสทางการศึกษา เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้ ตลอดชีวิตให้กับบุคคล
การศึกษาต่อเนื่อง คือ การจัดประสบการณ์ทั้งการศึกษาในระบบ การศึกษานอกระบบ และการศึกษาตามอัธยาศัย โดยหน่วยงานทางการศึกษาต่างๆ
การศึกษาต่อเนื่อง คือ การศึกษาที่ถูกกำหนดในรูปของโอกาส เพื่อให้ผูกพันต่อเนื่องกับการเรียนรู้ตลอดชีวิต หลังจากจบระดับประถมศึกษาหรือเทียบเท่า
การศึกษาต่อเนื่อง คือการศึกษาที่จัดขึ้นเพื่อสนองความต้องการและความจำเป็นของบุคคลต่อเนื่องจากฐานความรู้เดิม ในรูปของกิจกรรมการเรียนรู้หรือหลักสูตรการเรียนรู้ ประเภทมีหน่วยกิตและไม่มีหน่วยกิตซึ่งมิใช่การศึกษาตามระบบปกติ การศึกษาต่อเนื่อง เป็นได้ทั้งการฝึกอบรมด้านอาชีพ การยกระดับฝีมือในการทำงาน รวมทั้งหลักสูตรการพัฒนาตนเองเพื่อการทำงาน และการเรียนรู้เพื่อการแก้ไขปัญหา
การศึกษาต่อเนื่อง คือการศึกษาที่จัดขึ้นเพื่อสนองความต้องการ และความจำเป็นของบุคคล ต่อเนื่องไปจากการศึกษา ขั้นพื้นฐานและอุดมศึกษา
  1. เป้าหมายของการจัดการศึกษาต่อเนื่องคืออะไร
ตอบ   หลักสูตรประเภทนี้โดยทั่วไปจะเปิดกว้างสำหรับประชาชนทั่วไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มเป้าหมายการศึกษานอกระบบโรงเรียนที่มีอายุ 15 ปีขึ้นไป ที่สนใจและต้องการเรียนรู้เพื่อนำความรู้ ทักษะหรือประสบการณ์ไปใช้ประโยชน์ในชีวิตประจำวัน โดยมีทักษะการอ่านเขียนภาษาไทยเป็นอย่างดี ยกเว้นในบางหลักสูตรอาจกำหนดให้มีคุณสมบัติเพิ่มเติมที่จำเป็นกับการเรียนรู้ในหลักสูตรนั้น ๆ
  1. การศึกษาต่อเนื่องมีวัตถุประสงค์เพื่ออะไร
ตอบ    1. สร้างเสริมความรู้ ความเข้าใจและทักษะเพื่อการประกอบอาชีพหรือพัฒนาอาชีพ
  1. ส่งเสริมความรู้ ความเข้าใจและทักษะต่าง ๆ เพื่อการดำเนินชีวิตอย่างมีคุณภาพ
  2. ส่งเสริมความรู้ ความเข้าใจและทักษะต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการเพื่อพัฒนาสังคมและชุมชน

  1. การศึกษาต่อเนื่องมีกี่รูปแบบ อะไรบ้าง
ตอบ   6 รูปแบบ ดังต่อไปนี้
  1. รูปแบบ การจัดการศึกษาหลังการรู้หนังสือแล้ว
การศึกษาในรูปแบบนี้มีเป้าหมายที่จะคงสภาพ และส่งเสริมการรู้หนังสือ คิดเลขเป็นและมีทักษะในการแก้ปัญหาได้ มีทักษะความรู้ พื้นฐานในการทำงาน และสามารถดำรงชีวิตอยู่ในสังคมได้อย่างมีประสิทธิภาพ
  1. รูปแบบการจัดการศึกษาเพื่อการเทียบโอน
การศึกษาในรูปแบบนี้กำหนดให้เป็นทางเลือกทางการศึกษาที่จะเลือกเรียนทางสายสามัญหรือสายอาชีพ
  1. รูปแบบ การจัดการศึกษาเพื่อการมีรายได้ การศึกษาในรูปแบบนี้ช่วยให้ผู้เรียนสามารถเลือกการเรียน เพื่อเป็นทักษะในการประกอบอาชีพ โดยผู้เรียนสามารถที่จะประกอบอาชีพได้ การเรียนในรูปฝึกทักษะอาชีพนี้ สามารถจัดได้ในหลายลักษณะ ซึ่งสามารถตอบสนองความต้องการของผู้เรียนโดยตรง โดยเฉพาะผู้ที่ไม่สามารถหารายได้อย่างพอเพียง
  2. รูปแบบการจัดการศึกษาเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิต การศึกษาในรูปแบบนี้มีเป้าหมายเพื่อใช้เป็นเครื่องมือที่จำเป็นสำหรับผู้เรียนและชุมชนเกี่ยวกับความรู้ ทัศนคติเพื่อสร้างคุณค่าและทักษะ เพื่อให้ประชาชนสามารถพัฒนาคุณภาพชีวิตของแต่ละคนในอันที่จะเป็นสมาชิกของชุมชน
  3. รูปแบบการจัดการศึกษาเพื่อส่งเสริมความสนใจส่วนบุคคล
การศึกษาในรูปแบบนี้จัดเพื่อเปิดโอกาสให้แต่ละคนมีส่วนร่วมและเรียนรู้เกี่ยวกับที่สังคมต้องการ วัฒนธรรม ความเชื่อ สุขภาพอนามัยและความสนใจทางด้านศิลปะ
  1. รูปแบบการจัดการศึกษาเพื่อให้สอดคล้องกับอนาคต
การศึกษาในรูปแบบนี้ จัดให้แก่ผู้ใช้แรงงาน ผู้ชำนาญการสาขาต่าง ๆ ผู้นำท้องถิ่น ประชาชน นักธุรกิจ และนักวางแผน เกี่ยวกับทักษะใหม่ ๆเกี่ยวกับความรู้และเทคนิคที่จะพัฒนาตนเองและหน่วยงานต่าง ๆ ที่เขาเหล่านั้นรับผิดชอบให้เหมาะสมกับความเจริญเติบโตของสังคมและเทคโนโลยีที่เปลี่ยนไป

การส่งเสริมการรู้หนังสือและกลุ่มเป้าหมายพิเศษ
  1. วัน International Literacy Day ตรงกับวันใด
ตอบ    วันที่ 8 กันยายน ของทุกปี
  1. จงอธิบายนิยามของการรู้หนังสือ
ตอบ   การรู้หนังสือ  มีนิยามที่แตกต่างกันเป็น  4 จำพวก (UNESCO 2006 : 148 หน้า)
    1.การรู้หนังสือเป็นทักษะอัตโนมัติชุดหนึ่ง  (literacy as an autonomous set of skills) จุดเน้นของความหมายนี้   คือ   ทักษะการอ่าน  ฟัง พูด เขียน และทักษะการคิดคำนวณ
  1. การรู้หนังสือเป็นสิ่งที่ปฏิบัติและขึ้นอยู่กับสภาพแวดล้อม (literacy as applied, practiced and situated)   เป็นการมุ่งใช้ทักษะในสถานการณ์ที่เกี่ยวข้องซึ่งเป็นที่มาของการรู้หนังสือแบบเบ็ดเสร็จ (functional literacy)  แนวคิดนี้มองว่า การรู้หนังสือควรส่งผลต่อการพัฒนาสังคมและเศรษฐกิจ(และต่อมายังขยายไปถึงการพัฒนา  ด้านอื่น ๆ เช่น บุคคล วัฒนธรรม และการเมือง) แนวคิดของการศึกษาแบบเบ็ดเสร็จมองการรู้หนังสือว่าสามารถจะสอนให้เกิดทักษะทั่วไปที่สามารถนำไปใช้ในทุกนทุกแห่งได้
  2. การเรียนรู้เป็นกระบวนการเรียนรู้   (literacy as a learning process)  การรู้หนังสือแนวคิดนี้เป็นอีกแนวคิดหนึ่งซึ่งเห็นว่า การรู้หนังสือไม่ใช่การรู้หนังสือแบบจำกัดตัวอยู่เฉพาะการจัดให้อ่านเขียนเท่านั้น แต่มองว่าประสบการณ์เป็นพื้นฐานที่สำคัญของการเรียนรู้  เปาโล  แฟร (Paulo Freire) เห็นว่า การอ่านคำแต่ละเป็นไม่ใช่เป็นเพียงการออกสียงให้ถูกต้อง แต่เป็นการอ่านโลก (หรือสภาพแวดล้อม) ที่คำ ๆ นั้น ถูกนำมาใช้เป็นตัวแทน การอ่านคำ จึงเป็นการอ่านโลกซ้ำอีกครั้งหนึ่งนั่นเอง ( The reading of the word sends the reader back to the previous reading of the world, which is, in fact, a rereading.) (Paulo  Freire.  Pedagogy of the City, 1993)
  3. การรู้หนังสือเป็นการอ่านตำรา (literacy as text)  แนวคิดนี้มองว่า การรู้หนังสือเป็นการอ่านตำรา  (Bhola, 1994) ตามทฤษฎีนี้ มีแนวคิดว่า แบบเรียนหรือวัสดุการอ่านที่ใช้ในโรงเรียน มีความสัมพันธ์กับชีวิตของผู้เรียนในปัจจุบันและอนาคต จึงควรศึกษาวิเคราะห์เรื่องราวที่อยู่ในหนังสือเหล่านั้น เพื่อทำความเข้าใจชีวิตในปัจจุบัน และอนาคตที่ผู้เรียนจะต้องมีส่วนร่วม

แจกแนวข้อสอบ ถาม –ตอบ การขนส่งทางอากาศ



  1. ใบอนุญาตประกอบกิจการค้าขายในการเดินอากาศมีกี่ประเภท
ตอบ    3  ประเภท   ได้แก่
  1. แบบประจำมีกำหนด
2 แบบไม่ประจำ
3 โดยใช้เฮลิคอปเตอร์
  1. ใบอนุญาตแบบประจำมีกำหนด มีประเภทใดบ้าง
ตอบ  (1) แบบประจำมีกำหนดภายในประเทศ
(2) แบบประจำมีกำหนดระหว่างประเทศ
(3) แบบประจำมีกำหนดทั้งภายในประเทศและระหว่างประเทศ
  1. ใบอนุญาตแบบไม่ประจำ มีประเภทใดบ้าง
ตอบ  (1) แบบไม่ประจำเป็นครั้งคราว
(2) แบบไม่ประจำขนส่งสินค้า และ/หรือ ผู้โดยสาร
(3) แบบไม่ประจำโดยใช้บัลลูนอากาศร้อน/บัลลูน/เรือเหาะ ฯลฯ ทำการบิน
(4) แบบไม่ประจำเพื่อทำการบินลากป้ายโฆษณา/ทิ้งร่มอากาศ/ฯลฯ
  1. ใบอนุญาตโดยใช้เฮลิคอปเตอร์ มีประเภทใดบ้าง
ตอบ  (1) แบบประจำมีกำหนดโดยใช้เฮลิคอปเตอร์   (2) แบบไม่ประจำโดยใช้เฮลิคอปเตอร์
  1. การประกอบกิจการค้าขายในการเดินอากาศโดยใช้อากาศยานปีกแข็งจะต้องมีทุนประกอบการเท่าใด
ตอบ   (ก)สำหรับการบินแบบไม่ประจำทุนจดทะเบียนที่ชำระแล้วไม่ตํ่ากว่า 25 ล้านบาท
(ข)สำหรับการบินแบบไม่ประจำโดยใช้อากาศยานเครื่องยนต์เดียวแบบลูกสูบทุนจดทะเบียนที่ชำระแล้วไม่ตํ่ากว่า 10 ล้านบาท
(ค)สำหรับการบินแบบประจำทุนจดทะเบียนที่ชำระแล้วไม่ตํ่ากว่า 200 ล้านบาท
  1. การประกอบกิจการค้าขายในการเดินอากาศโดยใช้เฮลิคอปเตอร์จะต้องมีทุนประกอบการเท่าใดตอบ ทุนประกอบการ (ทุนจดทะเบียน) ทุนจดทะเบียนที่ชำระแล้วไม่ตํ่ากว่า 30 ล้านบาท
2.หุ้น จะต้องไม่มีหุ้นชนิดออกให้แก่ผู้ถือ และหุ้นไม่น้อยกว่าร้อยละ 51 ของหุ้นทั้งหมด
  1. การประกอบกิจการค้าขายในการเดินอากาศโดยใช้บอลลูน จะต้องมีทุนประกอบการเท่าใด
ตอบ   ทุนจดทะเบียนที่ชำระแล้ว ไม่ตํ่ากว่า 4 ล้านบาททุนจดทะเบียนที่ชำระแล้วไม่ตํ่ากว่า 7 ล้านบาท
  1. รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมมีสิทธิเพิกถอนหรือพักใช้ใบอนุญาตทั้งหมดหรือแต่บางส่วน หากปรากฏว่าผู้รับอนุญาตปฏิบัติเช่นใด
ตอบ    1.  ไม่สามารถดำเนินกิจการไปได้ด้วยดี
  1. ฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามกฎหมายว่าด้วยการเดินอากาศ รวมตลอดถึง กฎระเบียบ ประกาศ คำสั่ง ข้อบังคับ เงื่อนไขประกอบใบอนุญาต หรือมาตรการความปลอดภัยในการเดินอากาศ ตามที่กรมการขนส่งทางอากาศกำหนด
  2. มิได้ควบคุมดูแลให้การประกอบการ หรือการปฏิบัติการบินเป็นไปตามข้อกำหนดการปฏิบัติการ (Operation Specifications) ที่ระบุในใบรับรองผู้ดำเนินการเดินอากาศ (Air Operator Certificate) หรือคู่มือการปฏิบัติการบิน (Flight Operation Manual) หรือคู่มือการบำรุงรักษาอากาศยานทั่วไป (Generation Maintenance Manual) ที่กรมการขนส่งทางอากาศได้เห็นชอบแล้ว
  3. ทำการบินตามสิทธิในเส้นทางบินซึ่งได้รับอนุญาตให้ใช้ตารางการบินแบบประจำมีกำหนดมีกำหนดภายในประเทศแล้ว แต่หยุดทำการบินไปทั้งหมด หรือแต่บางส่วนเกินกว่า 15 วัน โดยมิได้รับอนุญาตจากกระทรวงคมนาคม
  4. รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมมีสิทธิเพิกถอนเส้นทางบินใด ๆ ที่ได้รับอนุญาต หากปรากฏว่าผู้รับอนุญาตปฏิบัติเช่นใด
ตอบ  ไม่ทำการบินภายในเส้นทางบินนั้น ภายใน 6 เดือน นับแต่วันที่ได้รับอนุญาต
ทำการบินตามเส้นทางบินนั้นไม่สม่ำเสมอตามตารางการบิน
  1. กระทรวงคมนาคมได้กำหนดหลักเกณฑ์ในการประกอบกิจการค้าขายในการเดินอากาศภายในประเทศไว้อย่างไร
ตอบ  1. ผู้ประกอบการที่เสนอขอให้บริการในเส้นทางบินหลัก และ/หรือเส้นทางบินสายรอง จะต้องจัดสรรการให้บริการในเส้นทางบินสายย่อย
  1. หลักเกณฑ์การกำหนดเส้นทางสายหลัก เส้นทางสายรอง และเส้นทางสายย่อย จะกำหนดไว้ดังนี้
เส้นทางสายหลักคือเส้นทางที่มีจำนวนผู้โดยสารรวมเกินกว่า 400,000 คนต่อปี
เส้นทางสายรองคือเส้นทางที่มีจำนวนผู้โดยสารรวม 50,000–400,000 คนต่อปี
เส้นทางสายย่อย คือ เส้นทางที่มีจำนวนผู้โดยสารรวมต่ำกว่า 50,000 คนต่อปีหรือเป็นเส้นทางใหม่ที่ยังไม่เคยมีการทำการบินมาก่อน
  1. เส้นทางบินเชื่อมภูมิภาค เป็นระยะเวลา 5 ปี นับตั้งแต่วันที่อนุญาตเส้นทาง ทั้งนี้ ภายใต้เงื่อนไขว่า กระทรวงคมนาคมจะติดตามวิเคราะห์ผลการให้บริการทุก ๆ ระยะหนึ่งปี หากผู้ประกอบการไม่พัฒนากิจการการบินให้เพียงพอต่อความต้องการของสาธารณชน กระทรวงคมนาคมจะยกเลิกการคุ้มครองดังกล่าว
  2. กรณีผู้ประกอบการที่เปิดให้บริการเฉพาะเส้นทางสายหลัก และ/หรือเส้นทางบินสายรอง โดยไม่เปิดให้บริการในเส้นทางสายย่อย กระทรวงคมนาคมจะไม่พิจารณาการเสนอขออนุญาตในเส้นทางสายหลัก และ/หรือ เส้นทางสายรองเพิ่มเติม จนกว่าจะเปิดให้บริการในเส้นทางสายย่อยที่ได้รับอนุญาตไว้แล้ว
  3. กรณีท่าอากาศยานในสังกัดกรมการขนส่งทางอากาศที่ไม่มีเที่ยวบินประจำไปให้บริการ กระทรวงคมนาคมจะดำเนินการดังนี้
5.1 ให้ความคุ้มครองผู้ประกอบการในเส้นทางดังกล่าวเป็นระยะเวลา 3 ปี นับตั้งแต่วันที่ได้รับอนุญาตเส้นทาง
5.2 ยกเว้นค่าธรรมเนียมในการขึ้น/ลง และจอดพักของอากาศยาน ณ ท่าอากาศยานดังกล่าว รวมทั้งค่าบริการควบคุมจราจรทางอากาศ เป็นระยะเวลา 3 ปีนับตั้งแต่วันที่เริ่มให้บริการและยังคงการให้บริการในเส้นทางดังกล่าว

แจกแนวข้อสอบ ถาม –ตอบ นโยบายประธานศาลฎีกา



  1. นโยบายประธานศาลฎีกา ปี พ.ศ. ๒๕๕๗ – ๒๕๕๘  มีไว้ว่าอย่างไร
  1. นโยบายประธานศาลฎีกา ปี พ.ศ. ๒๕๕๗ – ๒๕๕๘ มีกี่ด้าน
ตอบ   3  ด้าน   ได้แก่
๑. ด้านการคุ้มครองสิทธิของประชาชน
๒. ด้านการพัฒนาบุคลากร และระบบงานของศาลยุติธรรม
๓. ด้านการพัฒนาเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงในระดับสากล
  1. นโยบายด้านการคุ้มครองสิทธิของประชาชน มีอะไรบ้าง
ตอบ   ๑.๑ มุ่งอำนวยความยุติธรรมเพื่อคุ้มครองสิทธิของประชาชนให้เข้าถึงกระบวนการยุติธรรมได้โดยง่าย สะดวก รวดเร็ว และทั่วถึง
๑.๒ พัฒนากระบวนพิจารณาพิพากษาคดีของศาลยุติธรรมทั้งคดีแพ่ง คดีอาญา และคดีพิเศษให้เป็นไปอย่างถูกต้อง รวดเร็ว และเป็นธรรม
๑.๓ พัฒนาระบบการพิจารณาพิพากษาคดีเพื่อประโยชน์สาธารณะ อาทิ คดีผู้บริโภค  คดีสิ่งแวดล้อม และคดีเศรษฐกิจ เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมตามลักษณะแห่งคดี
๑.๔ ส่งเสริมการระงับข้อพิพาททางเลือก อาทิ การไกล่เกลี่ยและอนุญาโตตุลาการ อันเป็นการเปิดโอกาสให้ประชาชนได้มีทางเลือกเพื่อระงับหรือยุติข้อพิพาทด้วยความพึงพอใจของทุกฝ่าย
๑.๕ เร่งรัดการพิจารณาคดีในศาลสูง และส่งเสริมระบบการพิจารณาคดีแบบต่อเนื่องและครบองค์คณะ
๑.๖ ดำเนินการจัดตั้งศาลเพื่อกระจายความยุติธรรมให้ประชาชนได้อย่างทั่วถึง
๑.๗ สร้างและปรับปรุงอาคารศาลให้เพียงพอต่อการรองรับภารกิจในการอำนวยความยุติธรรมแก่ประชาชน
  1. นโยบายด้านการพัฒนาบุคลากร และระบบงานของศาลยุติธรรม มีอะไรบ้าง
ตอบ  ๒.๑ สร้างจิตสำนึกของบุคลากรในการอำนวยความยุติธรรม โดยคำนึงถึงเป้าหมายเพื่อประโยชน์สาธารณะ รวมถึงการสร้างขวัญและกำลังใจในการปฏิบัติหน้าที่และส่งเสริมให้มีการพัฒนาตนเองโดยการเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง เพื่อปรับตัวรองรับการเปลี่ยนแปลงในการยกระดับการอำนวยความยุติธรรมให้เป็นที่ยอมรับในระดับสากล
๒.๒ สนับสนุนให้ผู้พิพากษามีทักษะและความรู้เชี่ยวชาญ เข้าใจบริบทของสังคม เศรษฐกิจและการเมืองที่เปลี่ยนแปลงไป เพื่อให้สามารถปรับใช้กฎหมายเพื่อรักษาสิทธิเสรีภาพของประชาชนได้อย่างเหมาะสม
๒.๓ เสริมสร้างการบริหารงานบุคคลเพื่อให้บุคลากรมีคุณธรรมและจริยธรรม และมีความก้าวหน้าในอาชีพ (Career Path)
๒.๔ ปรับปรุงโครงสร้างและอัตรากำลังข้าราชการศาลยุติธรรมให้สอดคล้องกับภารกิจของศาลยุติธรรม
๒.๕ นำเทคโนโลยีที่ทันสมัยมาใช้ในการบริหารจัดการทั่วทั้งองค์กร สร้างระบบเครือข่ายเชื่อมโยงข้อมูลทั้งภายในและภายนอก พร้อมพัฒนาเพิ่มศักยภาพบุคลากรในการใช้เทคโนโลยีเพื่อให้ศาลยุติธรรมสามารถอำนวยความยุติธรรมและให้บริการแก่ประชาชนได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ
๒.๖ ส่งเสริมการใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ให้เกิดประสิทธิภาพคุ้มค่า และบรรลุเป้าหมาย
๒.๗ ปรับปรุงกฎหมายที่เป็นอุปสรรคต่อการอำนวยความยุติธรรม เร่งรัดการออกระเบียบข้อบังคับ ข้อกำหนด เพื่อให้เป็นไปตามบทบัญญัติของกฎหมาย รวมถึงการวิจัยและพัฒนาเพื่อสร้างองค์ความรู้
๒.๘ เสริมสร้างประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานของศาลในจังหวัดชายแดนภาคใต้เพื่ออำนวยความยุติธรรมสู่ประชาชน
  1. นโยบายด้านการพัฒนาเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงในระดับสากล มีอะไรบ้าง
ตอบ   ๓.๑ เสริมสร้างความร่วมมือทางการศาล การยุติธรรม ความร่วมมือทางวิชาการและกฎหมายทั้งในระดับประเทศ ระดับภูมิภาคอาเซียน และระดับนานาชาติ รวมถึงการยกระดับสถานะและบทบาทของศาลยุติธรรมในเวทีระหว่างประเทศ
๓.๒ พัฒนากฎหมายและกระบวนการยุติธรรมเพื่อความพร้อมในการเปลี่ยนแปลงบริบทด้านการต่างประเทศ รวมถึงการเข้าสู่การเป็นประชาคมอาเซียน

แจกแนวข้อสอบ ถาม – ตอบ ความรู้เบื้องต้นในหลักสูตรการฝึกทหารใหม่‏



  1. การจัดตั้งหน่วยฝึกทหารใหม่มีความมุ่งหมายเพื่ออะไร
ตอบ     เพื่อให้มีคณะบุคคลคณะหนึ่ง ดำเนินการฝึก อบรม อำนวยการ กำกับดูแล รวมถึงการเตรียมการด้านธุรการ หรืออื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการฝึกทหารใหม่ ให้บรรลุผลตามความมุ่งหมาย ทำให้ทหารใหม่ทุกนายได้รับการฝึก ศึกษาวิชาการทหารเบื้องต้นที่เป็นมาตรฐานเดียวกัน และเป็นพื้นฐานที่เหมาะสมในการฝึกศึกษาหลักสูตรการฝึก ของแต่ละเหล่าต่อไปได้อย่างต่อเนื่อง และมีประสิทธิภาพสูงสุดต่อไป
  1. หน่วยฝึกทหารใหม่จะต้องมีคุณสมบัติอย่างไร
ตอบ               1. จำนวนทหารใหม่ใน 1 หน่วยฝึก ต้องมีจำนวน 80 – 160 นาย
  1. มีพื้นที่ฝึก/สนามฝึก สนามยิงปืนของหน่วยเอง สามารถดำเนินการฝึกได้ทุกเวลา โดยไม่ต้องขอรับการสนับสนุนจากหน่วยอื่น
  2. มีอาคารสถานที่ และสิ่งอำนวยความสะดวกเป็นสัดส่วน มีเอกภาพในการควบคุมบังคับบัญชา
  3. มีเครื่องช่วยฝึกเพียงพอ และเหมาะสมต่อจำนวนทหารใหม่ที่รับการฝึก
  4. หน่วยฝึกที่ได้รับการจัดตั้งจะต้องดำเนินการฝึกครูทหารใหม่
  5. เจ้าหน้าที่ในหน่วยฝึกทหารใหม่ ประกอบด้วย
ตอบ  ผบ.หน่วยฝึก , เจ้าหน้าที่ธุรการประจำหน่วยฝึก, ผู้ฝึก, ผู้ช่วยผู้ฝึก, ครูนายสิบ และครูทหารใหม่
  1. ผบ.หน่วยฝึก : จัดจากนายทหารชั้นสัญญาบัตรภายในหน่วยที่มีอาวุโสด้วยคุณวุฒิ โดยปกติแล้ว ควรจะเป็น ผู้บังคับกองร้อย หรือ บุคคลที่มียศสูงกว่าผู้ฝึกฯ โดยมีหน้าที่ อำนวยการ และกำกับดูแลให้การฝึก เป็นไปตามความมุ่งหมาย และเจตนารมณ์ของหน่วย และดำเนินการด้านธุรการ การสนับสนุนสิ่งอุปกรณ์ต่าง ๆ รวมถึงการจัดเตรียมสิ่งอุปกรณ์, เครื่องช่วยฝึก และสนามฝึก เพื่อให้การฝึกมีประสิทธิภาพสูงสุด
2.เจ้าหน้าที่ธุรการประจำหน่วยฝึก : จัดจากกำลังพลภายในหน่วย จัดขึ้นเพื่อช่วยเหลือ และเป็นลูกมือ ให้กับ ผบ.หน่วยฝึก ในการปฏิบัติงานด้านธุรการ และการสนับสนุนการฝึกทหารใหม่ รวมถึงงานการบริการ และ การรักษาความปลอดภัยด้วย
3 ผู้ฝึก : จัดจาก ผบ.มว.อาวุโสที่มีประสบการณ์ในการฝึก หรืออย่างน้อยได้ผ่านการทำหน้าที่เป็น ผู้ช่วยผู้ฝึกมาแล้ว โดยมีหน้าที่เป็นผู้รับผิดชอบการฝึก และทำหน้าที่ปกครองทหารใหม่พร้อม ๆ กันไปด้วย
  1. ผู้ช่วยผู้ฝึก : จัดจาก ผบ.มว.ที่มีอาวุโสต่ำกว่าผู้ฝึก หรือ จ.ส.อ. อาวุโสที่มีประสบการณ์ในด้านการ ฝึกทหารใหม่มาแล้ว โดยให้จัดตามความเหมาะสมอย่างน้อย 1 นาย
  2. ครูนายสิบ : จัดจาก นายสิบที่มีความรู้ ความสามารถ มีลักษณะท่าทางที่ดี เพื่อทำหน้าที่ ฝึกสอน ตามวิชาที่ได้รับมอบ และดูแลทหารใหม่อย่างใกล้ชิด โดยให้จัดครูนายสิบ 1 นาย ต่อครูทหารใหม่ 1 นาย เช่น ครูทหารใหม่ทั้งสิ้น จำนวน 15 นาย ให้จัดครูนายสิบ จำนวน 15 นาย ด้วยเช่นกัน
  3. ครูทหารใหม่ : จัดจากพลทหารที่สำเร็จการฝึกหลักสูตรครูทหารใหม่ เพื่อทำหน้าที่ช่วยเหลือครู นายสิบ โดยจำนวนครูทหารใหม่ให้ถือเกณฑ์ จำนวนทหารใหม่ 8 นาย ต่อครูทหารใหม่ 1 นาย เศษให้ตัดทิ้ง และให้มียอดอะไหล่ร้อยละ 20 ของจำนวนครูทหารใหม่ของหน่วย
  4. สัดส่วนครูนายสิบ : ครูทหารใหม่ : ทหารใหม่ เป็นเท่าใด
ตอบ    1 : 1 : 8
  1. หน่วยฝึกทหารใหม่จะต้อง เบิก-รับ เครื่องช่วยฝึก , แผ่นภาพเครื่องช่วยฝึก และอุปกรณ์การฝึก ให้เรียบร้อย ก่อนดำเนินการฝึก โดยให้ปฏิบัติดังนี้คือ
ตอบ   1. เตรียมไว้ให้เพียงพอกับการใช้ในการฝึกทหารใหม่ ทุกวิชาทุกเรื่อง
  1. ตรวจสภาพให้เรียบร้อย มีการเก็บรักษาที่เหมาะสม และมีการซ่อมบำรุงให้พร้อมใช้งาน
  2. มีบัญชีคุม และสมุดยืม เรียบร้อย
4.นำมาใช้ให้เกิดประโยชน์อย่างแท้จริง โดยนำมาใช้ประกอบการฝึกหรือสอนทุกครั้ง
  1. สนามฝึกที่ใช้ทำการฝึกทหารใหม่มีดังนี้ คือ
ตอบ   1. สนามฝึกบุคคลเบื้องต้น และแถวชิด ควรเป็นสนามหญ้า พื้นเรียบมีแท่นสูงสำหรับผู้ฝึก สามารถ รองรับทหารใหม่ขณะทำการฝึกได้เพียงพอ ทั้งท่าอยู่กับที่และท่าเคลื่อนที่ต่าง ๆ รวมทั้งสามารถฝึกรวมการทั้ง หน่วยฝึกได้
  1. สนามฝึกกายบริหาร
2.1 กายบริหารอยู่กับที่ เป็นลานพื้นเรียบ มีแท่นสูงสำหรับผู้ฝึก พื้นที่เพียงพอสำหรับการขยาย ระยะต่อ และระยะเคียงของทหารใหม่ทั้งหน่วยฝึกได้
2.2 ราวดึงข้อ มีการยึดตรึง แข็งแรง และเกิดความปลอดภัยขณะปฏิบัติ
2.3 สนามฝึกวิ่ง มีระยะทางรวม 2,000 เมตร ขนาดความกว้างเพียงพอ และการจราจรไม่พลุกพล่าน
  1. สนามฝึกยิงปืนเบื้องต้น ตั้งอยู่ในที่โล่งได้ระยะตามคู่มือการฝึก (แบบวงกลม หรือแบบคู่ขนาน)
  2. สนามฝึกทางยุทธวิธี ให้เลือกพื้นที่และภูมิประเทศที่สามารถทำการฝึกได้เหมาะสมกับภูมิประเทศ ในการรบ ให้มีความกว้าง และความลึกในระดับหมู่ ปล. ลักษณะการวางเครื่องกีดขวางให้วางสลับ มิใช่วางเป็นแถว ตรงกัน ป้อมสนาม และหลุมบุคคล ควรอยู่ในพื้นที่ที่ต้องมีการปกปิดกำบัง และซ่อนพราง การดัดแปลง ภูมิประเทศต่าง ๆ ให้คำนึงถึงความเหมาะสมในการฝึกให้เกิดความเข้าใจ เมื่อต้องนำไปใช้ปฏิบัติทางยุทธวิธี
  3. สนามฝึกยิงปืนระยะ 25 เมตร (1,000 นิ้ว) เน้นความปลอดภัยของสนามฝึกยิงปืนและบริเวณ โดยรอบขณะทำการฝึก ช่องยิง แนวยิง และเป้าต้องมีความสมบูรณ์พร้อมใช้งาน รวมทั้งหน่วยต้องกำหนดให้มี มาตรการรักษาความปลอดภัยในการใช้สนามฝึกดังกล่าวด้วย
  4. สนามฝึกขว้างลูกระเบิด ต้องอยู่ในที่โล่ง รูปแบบตามคู่มือการฝึก ฯ
  5. สนามฝึกการใช้ดาบปลายปืน ตั้งอยู่ในพื้นที่ที่สามารถทำการฝึกได้อย่างเหมาะสม ตามระยะที่ กำหนด และต้องตรวจสอบเครื่องช่วยฝึกให้ใช้งานได้ และมีความปลอดภัยอยู่ตลอดเวลา
  6. สนามฝึกเดินทางด้วยเข็มทิศ ลักษณะพื้นที่เป็นป่าโปร่ง ควรอยู่แยกต่างหากจากสนามฝึกอื่น ๆ
  7. สนามฝึกบุคคลทำการรบ ให้สามารถทำการฝึกได้ทั้งเวลากลางวัน และกลางคืน มีความเหมาะสม ใกล้เคียงกับความเป็นจริงของการรบให้มากที่สุด หากมีการดัดแปลงภูมิประเทศต้องให้มีความสมจริง
  8. สนามฝึกสร้างเครื่องกีดขวาง ให้มีลักษณะภูมิประเทศที่เหมาะสมสำหรับเป็นการรั้งหน่วง หยุด การเคลื่อนที่ของข้าศึก
  9. พื้นที่การฝึกลาดตระเวน ให้พิจารณาภูมิประเทศที่มีทั้งที่โล่งแจ้ง, ป่าเขา, ลำธาร และเส้นทาง สามารถทำการฝึกได้ทั้งเวลากลางวัน และกลางคืน
  10. พื้นที่การฝึกป้อมสนาม ควรมีระยะที่สามารถปฏิบัติในระดับหมู่ ปล.ได้ เมื่อดัดแปลงภูมิประเทศแล้ว ต้องกลมกลืนกับสภาพแวดล้อมในพื้นที่นั้น ๆ
  11. พื้นที่การฝึกเคลื่อนที่ทางยุทธวิธี และการพักแรมในสนาม เป็นพื้นที่ที่ห่างจากหน่วยประมาณ 4 ชม. เดิน และมีความพร้อมสำหรับการค้างแรมในสนาม เช่น แหล่งน้ำ เส้นทางส่งกำลังบำรุง เป็นต้น
  12. การจัดตารางกำหนดการฝึกหลักมีความสำคัญมาก เพราะอะไร
ตอบ   เพราะจะทำให้ ทราบว่า สัปดาห์ใดมีชั่วโมงการฝึกกี่ชั่วโมง จะฝึกเรื่องอะไร เป็นเวลาเท่าใด ครอบคลุมการฝึกครบทุกวิชาทุก เรื่องหรือไม่ มีจำนวนชั่วโมงการฝึกครบถูกต้องตามที่ระเบียบหลักสูตรฯ กำหนด ก่อนการจัดทำตารางกำหนดการฝึก หลัก และตารางกำหนดการฝึกประจำสัปดาห์ จึงต้อง มีการวางแผนการฝึกขึ้น
  1. หลักสูตรการฝึกทหารใหม่เฉพาะหน้าที่จะต้องทำการฝึก ภายหลังจบการฝึกทหารใหม่แล้ว ไม่เกิน กี่วัน
ตอบ   ไม่เกิน   15 วัน
  1. การฝึกทหารให้ใช้การฝึกที่เน้นผลการปฏิบัติทหารให้ฝึกปฏิบัติมาก ๆ เพื่ออะไร
ตอบ   เพื่อให้เกิดทักษะความชำนาญในการ ปฏิบัติแต่ละเรื่อง
  1. ผู้ฝึกสามารถทำการฝึกได้กี่แบบ อะไรบ้าง
ตอบ   3 แบบ คือ
– การฝึกแบบรวมการ เช่น วิชาการสอนอบรม, การฝึกแถวชิด
– การฝึกแบบแยกการ เป็นการฝึกหมุนเวียน แยกเป็นสถานีฝึก
– การฝึกแบบผสม (ทั้งแบบรวมการ และแยกการ)